สวัสดีอีกครั้งครับในที่สุดก็ได้กลับมาเขียนเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปนานพอสมควรเพราะเนื่องจากการทำงาน และการเรียนที่เยอะจนไม่มีกะจิตกะใจจะไปดูแต่ในที่สุดจนแล้วจนรอดยังไงก็ต้องขอไปดูเรื่องนี้ให้ได้ เนื่องจากติดตามมาพอสมควรกับการ์ตูนเรื่องเดียวที่ติด 1 ใน 100 หนังสือนิยายภาษาอังกฤษยอดเยี่ยมตั้งแต่ ปี 1923 ของนิตยสารนิวยอร์กไทม์ อย่าง Watchmen หลังจากข่าวการสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาผมเองก็ได้พยายามหาอ่านเรื่องราวต่าง ๆของ Watchmen และพบว่าก็เหมาะสมกับความเป็นกา์ร์ตูนในตำนานอย่างแท้จริง แต่การออกมาเป็นหนังนั้นจะเป็นอย่างไรนั้นผมเองยังไม่ทราบ


          แต่วันนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า คงไม่มีคำว่าผิดหวังกับ Watchmen ในแบบภาพยนตร์ อาจจะผิดคาดไปบ้าง แต่เป็นการผิดคาดที่ยอมรับได้และชอบใจมากกว่า(สำหรับตัวผม) อันที่จริงแล้วอย่างที่เรารู้ ๆกันว่าการจะทำวรรณกรรม หรือนิยาย หรือแม้กระทั่งการ์ูตูนที่มีรายละเอียดมหาศาล มีความละเอียดอ่อนสูง ออกมาให้จบในตอนเดียวนั้น คงจะยากที่ออกมาได้ดี ทำให้ Watchmen ฉบับภาพยนตร์เองยังคงขาดองค์ประกอบหลาย ๆอย่างที่พอจะบอกว่าเป็นยอดภาพยนตร์อย่างแ้ท้จริง การใช้ฉากต่อสู้ความรุนแรงที่มากเกินพอดี ฉากเซ็กของ 2 ฮีโร่ชู้รัก และอาจจะรวมไปถึงการจำกัดคนเข้าชมยอดแย่ของโรงภาพยนตร์ไทยก็ตาม หนังเรื่องนี้คงต้องบอกว่าเหมาะกับเด็กอายุ 18 ขึ้นไปจริง ๆและควรจะเป็นอย่างนั้น และคงต้องขอพาดพิงกระทบไปถึงการเซ็นเซอร์ของพี่ไทย ในการเซ็นเซอร์กระปู๋ Dr.Manhattan ก็คงอารมณ์เดียวกับการเซ็นเซอร์บุหรี่ตอนที่คนคาบ และเอาเซ็นเซอร์ออกตอนพี่แกเลิกคาบ เด็ก ๆคงไม่รู้เลยว่าพี่แกคาบบุหรี่อยู่ หรือการเซ็นเซอร์ชิซูกะอาบน้ำ กลับกันฉากที่ควรจะเซ็กเซอร์กลับไม่ทำ?


          ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หนังที่ดีอย่างเลิศเลออะไรแต่ผมเองกลับรักหนังเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจในตอนนี้ ด้วยความเป็นดราม่า แฟนตาซี และจิตวิทยา ที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครแต่ละตัวอย่างล้ำลึก ไปกับโลกคู่ขนานในช่วงยุค 80' ที่ไม่บิดเบือนเรื่องราวในการ์ตูน ด้วยเหล่าฮีโร่หน้ากาก ซึ่งก็เป็นคนธรรมดา ๆทั่ว ๆไป ไม่มีพลังวิเศษใด ๆแต่ละคนเป็นตัวแทนของความผิดปกติ สภาพจิตใจที่แตกต่างกัน สะท้อนปัญหาสังคม เรื่องราวปัจจุบันได้อย่างรุนแรง เรียกว่าตบหน้าคุณผู้ชม หรือแม้กระทั่งผมเองได้อย่างดี ตัวละครที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์เปรียบเทียบ เช่น Dr.Manhattan ที่อาจเปรียบได้กับสหัรฐอเมริกาด้วยประโยคที่ว่า "พระเจ้ามีอยู่จริง และท่านเป็นอเมริกัน" และฉากที่พี่แกตะลุยถล่มเีวียดนามจนอเมริกาชนะได้ในที่สุด รวมไปถึงการถ่ายทอดมุมมองของโลก ที่ทำออกมาได้ตรงจุด และออกจะโหดร้าย ไม่เหมือนกับหนังฮีโร่โดยทั่วไป


          สุดท้ายสำหรับความประทับใจคงเป็นเรื่องดนตรีประกอบซึ่งผมเองคงต้องบอกเลยว่า เป็นหนังที่เลือกดนตรี เพลงประกอบได้ลงตัว ทำให้เราเองมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ดี โดยเฉพาะ The Sound of Silence ของ Simon & Garfunkel กับฉากงานศพของ The Comedian โดยรวมแล้วเรื่องดนตรี เพลง ประกอบ เรื่องนี้ถือว่าผ่าน และำทำได้ดีจริง ๆ


          สุดท้ายนี้คงต้องบอกว่า Watchmen อาจจะไม่ใช่หนังที่ทำออกมาได้ดีที่สุด แต่ผมเองประทับใจในการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวหนังที่ทำได้เหมือนกับการ์ตูน ตีแผ่สังคม ลงลึกถึงจิตใจของฮีโร่แต่ละคนได้อย่างดีทีุ่สุด เท่านี้ก็ทำให้ผมเองคงต้องบอกว่า Watchmen น่าจะเป็นภาพยนตร์ในดวงใจของผมอีกเรื่องหนึ่งได้ไม่ยากเลย


          เช่นเคยครับวันนี้ลากันไปกับ The Sound of Silence ของ Simon & Garfunkel ใน Version Atrocity


Comment

Comment:

Tweet

ชอบเหมือนกันค๊า ไปดูรีวิวในบล็อกเราไเด้เน่อ 555+
ชอบ แต่ไม่ได้เข้าขั้นชอบมาก

"มันก็แค่เรื่องโจ๊กเรื่องหนึ่ง"

555+

#2 By P i n k i e M o n k e y on 2009-03-27 20:23

ชอบเหมือนกันครับ

#1 By JUMPER TOUR on 2009-03-27 20:19